ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ

   

การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ   

 

การทำงานในสมัยปัจจุบัน หรือ การบริหารงานแนวใหม่นี้ จะทำแบบ  "ข้ามาคนเดียว"

หรือ " วันแมนโชว์ " หรือ " ศิลปินเดี่ยว " หรือ " อัศวินม้าขาว " หรือ ...... อื่่นๆ ดูจะเป็นไปได้ยาก

การทำงานเป็น  ทีม  " TEAM "

 

        ทีม ( TEAM )  หมายถึง  บุคคลที่ทำงานร่วมกันอย่างประสานงานภายในกลุ่ม    

กล่าวคือเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพา อาศัยกันและกัน ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ

     ทีมงาน ( TEAM WORK ) หมายถึง  กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างใกล้ชิด และคงความสัมพันธ์อยู่ค่อนข้างจะถาวร                     ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน โดยร่วมกันทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์และ เป้าหมายของทีมงาน

     " การทำงานเป็นทีม " เป็นความร่วมมือ ร่วมใจ ของบุคคล เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการ ( 3 P ) ได้แก่

   มีวัตถุประสงค์ ( Purpose )   ต้องชัดเจน

   มีการจัดลำดับความสำคัญ ( Priority )  ในการทำงาน

    มีผลการทำงาน ( Performance )

 

ความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบทีม และ กลุ่ม ( Team  vs  Groups )

       การทำงานแบบ กลุ่ม ( Work  Groups ) คือ การรวมกลุ่มที่มีกิจกรรมร่วม เพื่อ ใช้ข้อมูลร่วมกัน และ ช่วยในการ

       ตัดสินใจให้แก่สมาชิกในกลุ่มที่จะทำงานภายในขอบข่ายที่รับผิดชอบของแต่ละคนนั้น  ในการทำงานของกลุ่มไม่จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงไม่มีการเชื่อมโยง  ทรัพยากรและใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิผลในทางบวก

       " นั่นคือเราใส่การทำงานของแต่ละคนเข้าไปในผลงานที่ออกรวมกันแล้วจะได้เท่ากับที่ใส่เข้าไปหรืออาจน้อยกว่าก็ได้ "

       การทำงานแบบทีม ( Work Teams ) เป็นการทำงานร่วมกันและส่งเสริมกันไปในทางบวก

       " ผลงานรวมของทีมที่ได้ออกมาแล้วจะมากกว่าผลงานรวมของแต่ละคนมารวมกัน "          

 

ชนิดของ ทีมงาน

การแบ่งทีมในองค์กรสามารถที่จะแบ่งประเภท  ตามวัตถุประสงค์ได้ 4 รูปแบบ คือ

   1.  ทีม แก้ปัญหา ( Problem - Solving Teams )  ประกอบด้วยกลุ่มของพนักงาน และ ผู้บริหารซึ่งเข้ามารวมกลุ่มด้วยความสมัครใจ  และ ประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่ออภิปรายหาวิธีการสำหรับการแก้ปัญหา  โดยทั่วไปทีมแก้ปัญหาทำหน้าที่เพียง ให้คำแนะนำเท่านั้น  แต่จะไม่มีอำนาจที่จะทำให้เกิดการกระทำ ตามคำแนะนำ  ตัวอย่างของ

ทีมแก้ปัญหา  คือ ทีม QC ( Quality Cirdes )

   2.  ทีม บริหารตนเอง  ( Self - Managed Teams )  หมายถึง  ทีมที่สมาชิกทุกคนล้วน รับผิดชอบต่อลักษณะทั้งหมดของการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง  โดยเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ซึ่งสมาชิกจะปฏิบัติงานโดยทั่วไปมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับงาน  ทีมบริหารตนเองสามารถที่จะเลือกสมาชิกผู้ร่วมทีม และ สามารถให้สมาชิกมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน

   3.  ทีมที่ทำงานข้ามหน้าที่กัน  ( Cross - Function Teams ) เป็นการประสมประสานข้ามหน้าที่งาน ความสามารถในการดึงทรัพยากรบุคคลผนวกเข้าด้วยกัน จากหน้าที่ ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างสมรรถภาพในด้านความแตกต่าง โดยเป็นการใช้กำลังแรงงานตั้งเป็นทีมข้ามหน้าที่ชั่วคราวซึ่งมีลักษณะคล้ายกันคณะกรรมการ(Committees)เข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน , พัฒนาความคิดใหม่ๆ ร่วมมือกันแก้ปัญหา และทำโครงการที่ซับซ้อน ทีมข้ามหน้าที่ต้องการเวลามากเพื่อสมาชิกจะต้องเรียนรู้งานที่แตกต่าง ซับซ้อน และ ต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้ใจ และ สร้างการทำงานเป็นทีม เนื่องจาก  แต่ละคนมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน

    4.  ทีมเสมือนจริง  (Virtual Teams)  ลักษณะการทำงานจะเป็นทีม แต่สภาพการทำงานจะแยกกันอยู่ ดังนั้นจึง ต้องการระบบในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทีมจะมุ่งเน้นความสำเร็จของงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานร่วมกัน แต่จะมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ด้านความรู้สึกทางสังคมในระดับต่ำ

ข้อควรระวัง : การทำงานเป็นทีมไม่ได้เป็นคำตอบในการแก้ไขปัญหาเสมอไป เนื่องจากการทำงานเป็นทีม ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่าการทำงานคนเดียว

    ยกตัวอย่างเช่น

      * ต้องเพิ่มการติดต่อสื่อสารมากขึ้น

      * ต้องบริหารความขัดแย้งระหว่างกัน

      * ต้องมีการจัดการประชุม

      * ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

อย่างไรก็ตามในบางกรณี ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำงานเป็นทีมก็จะได้รับผลตอบแทนทึ่คุ้มค่า ดังนั้นผู้บริหาร ต้องทำการประเมินว่า งานใดควรทำคนเดียว และ งานประเภทใดที่่ต้องใช้ความร่วมมือของทีม

 

 

  คำถาม 3 ข้อ  เพื่อดูว่าควรใช้วิธีการทำงานเป็นทีมในการทำงานหรือไม่

    1. งานนั้นสามารถทำได้ดีหรือไม่ หากใช้คนมากกว่า หนึ่งคน

    2. งานนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทุกคนในกลุ่ม หรือ เพื่อคนใดคนหนึ่ง

    3. การเลือกใช้ประเภทของทีมให้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

การทำงานเป็นทีมที่่มีประสิทธิภาพ

     1. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และ เป้าหมายที่เห็นพ้องต้องกัน เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงาน ที่ต้องการทำให้องค์กรบรรลุผลสำเร็จที่คาดหวังไว้ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามภารกิจขององค์การ

      * การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี โดยผู้นำและสมาชิกภายในทีม มีส่วนร่วมในการกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ  และวัตถุประสงค์ร่วมกัน ควรกำหนดจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนที่ผลงานมากกว่าการกระทำ

      * ประโยชน์ของการกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ใช้เป็นเครื่องมือในการรวมพลังในการทำงาน และใช้เป็นเครื่องมือวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวในงาน

      * คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี คือ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เข้าใจง่าย สามารถปฏิบัติได้จริง ไม่ขัดต่อข้อบังคับ และ นโยบายอื่นๆ ในหน่วยงาน

    2. ความเปิดเผยต่อกัน และ การเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา เป็นสิ่่งสำคัญต่อการทำงานเป็นทีม ที่มีประสิทธิภาพสมาชิกจะต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา แก้ปัญหาอย่างเต็มใจและจริงใจ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี โดยมีการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลอื่นในด้านความต้องการ ความคาดหวัง  ความชอบหรือไม่ชอบ ความรู้ความสามารถความสนใจความถนัด จุดเด่นจุดด้อยและอารมณ์รวมทั้งความรู้สึกความสนใจนิสัยใจคอ

    3. การสนับสนุนและความไว้วางใจต่อกัน  สมาชิกในทีมจะต้องไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน  โดยแต่ละคนมีเสรีภาพ

แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา  โดยไม่ต้องกลัวว่าได้รับผลร้ายที่จะมีต่อเนื่องมาภายหลัง  สามารถทำให้เกิดการเปิดเผยต่อกัน  และกล้าที่จะเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

    4. ความร่วมมือและการให้ความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ ผู้นำกลุ่มหรือทีมจะต้องทำงานอย่างหนักในอันที่จะทำ

ให้เกิดความร่วมมือดังนี้

        4.1 การสร้างความร่วมมือกับบุคคลอื่น  ในการสร้างความร่วมมือเพื่อความเข้าใจซึ่งกันและกัน และ มีบุคคล

อยู่สองฝ่ายคือ ผู้ขอความร่วมมือ และ ผู้ให้ความร่วมมือ  ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้เมือฝ่ายผู้ให้เต็มใจและยินดีจะให้ความร่วมมือ  เหตุผลที่ทำให้ขาดความร่วมมือไม่ช่วยเหลือกัน คือ การขัดผลประโยชน์ ไม่อยากให้คนอื่นได้ดีกว่า สัมพันธภาพไม่ดี วัตถุประสงค์ของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ไม่เห็นด้วยกันวิธีทำงานขาดความพร้อมที่จะร่วมมือ หรืองานที่ขอความร่วมมือนั้นเสี่ยงภัยมากเกินไป  หรือเพราะความไม่รับผิดชอบต่อผลงานส่วนรวม

        4.2 การขัดแย้ง หมายถึง  ความไม่ลงรอยกันตามความคิด  หรือ การกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนขึ้นไป

หรือระหว่างกลุ่ม  โดยมีลักษณะที่ไม่สอดคล้อง ขัดแย้ง ขัดขวาง ไม่ถูกกัน จึงทำให้ความคิดหรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

นั้นเสียหาย หรือดำเนินไปได้ยากไม่ราบรื่น ทำให้การทำงานเป็นทีมลดลง นับเป็นปัญหา อุปสรรคที่สำคัญยิ่ง

                         - สาเหตุของความขัดแย้ง  ผลประโยชน์ขัดกัน

                         - ความคิดไม่ตรงกัน หรือ องค์กรขัดแย้งกัน

                         - ความรู้ความสามารถต่างกัน  ทำให้มีลักษณะการทำงานต่างกัน

                         - การเรียนรู้ต่างกัน  ประสบการณ์ที่มีมาไม่เหมือนกัน

                         - เป้าหมายต่างกัน

       4.3 วิธีแก้ความขัดแย้ง  การแก้ความขัดแย้งเป็นเรื่องของทักษะเฉพาะบุคคล การแก้ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานเป็นทีม ควรใช้วิธีการแก้ปัญหาร่วมกันไม่พูดในลักษณะที่แปลความหรือมุ่งตัดสินความไม่พูดในเชิงวิเคราะห์ไม่พูดในลักษณะที่แสดงตนเหนือกว่าผู้อื่น หรือไม่พูดในลักษณะที่ทำให้ผู้อื่นเจ็บปวด เสียหน้า อับอาย เจ็บใจ หรือการพยายามพูดหาประเด็นความขัดแย้ง ไม่กล่าวโจมตีว่าใครผิดใครถูก

     5. กระบวนการทำงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม งานที่มีประสิทธิภาพนั้นทุกคนควรจะคิดถึงงานหรือคิอถึงผลงานเป็นอันดับแรก  ต่อมาควรวางแผนว่าทำอย่างไรงานจึงจะออกมาดีได้ดังที่เราต้องการ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะตัดสินใจนั้นจุดมุ่งหมายควรจะมีความขัดแย้งและสมาชิกทุกคน ควรมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการทำงานเป็นอย่างดี จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญด้วยเหตุนี้ จุดมุ่งหมายควรต้องมีความชัดเจน และ สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจอย่างดีเพราะจะนำไปสู่แนวทางในการทำงานว่าต้องทำอย่างไร จึงจะบรรลุตามเป้าหมายของงาน ให้ได้ผลของงานออกมาได้อย่างดีที่สุด การตัดสินใจสั่งการเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานของการบริหารงาน ผู้บริหารหรือผู้นำทีมเป็นบุคคลสำคัญในการที่จะมีส่วนในการตัดสินใจ วิธีการที่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจหลายวิธีคือ ผู้บริหารตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหา  โดยไม่ต้องซักถามคนอื่น หรือ ผู้บริหารจะรับฟังความคิดเห็นก่อนตัดสินใจ กล่าวคือ ผู้บริหารยังคงตัดสินใจด้วยตนเองแต่ขึ้นอยู่กับความคิดเเห็นและข้อมูลอื่นๆ ที่ผู้บริหารได้รับมาจากสมาชิกของทีม บางครั้งผู้บริหารอาจจะตัดสินใจร่วมกับทีมงานที่คัดเลือกมา   โดยที่ผู้บริหารนำเอาปัญหาให้ทีมงานอภิปราย แล้วให้ทีมงานตัดสินใจหรือทีมงาน อาจจะมอบหมายการตัดสินใจให้คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มย่อม ที่เห็นว่าเหมาะสมก็ได้

ขั้นตอนในการตัดสินใจที่มีประสิทธิ์ภาพ ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 4 ขั้นตอน คือ

              1. ทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในเหตุผล สำหรับการตัดสินใจ

              2. วิเคราะห์ลักษณะของปัญหาที่จะตัดสินใจ

              3. ตรวจสอบทางเลือกต่างๆ ในการแก้ปัญหาโดยพิจารณาถึงผลที่อาจเกิดตามมาด้วย

              4. การนำเองผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ

    6. ภาวะผู้นำที่เหมาะสม ผู้นำ หรือ หัวหน้าทีมควรทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะประเด็นที่สำคัญ ในการทำงานตามบทบาทของผู้นำ คือการแบ่งงานกระจายงานให้สมาชิกทุกกลุ่มตาาความรู้ ความสามารถสำหรับสมาชิกของทีมงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำ ต้องพร้อมที่จะทำหน้าที่ให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมายโดยการให้การสนับสนุนนำทีมให้ประสบผลสำเร็จ ส่งเสริมให้มีบรรยากาศที่ดีในการทำงานเป็นทีม มีการพัฒนาบุคลากรและทีมงาน

    7. การตรวจสอบทบทวนผลงานและวิธีในการทำงาน  ทีมงานที่ดีไม่เพียงแต่ดูจากลักษณะของทีมและบทบาทที่มีอยู่ในองค์กรเท่านั้น แต่ตั้องดูวิธีการที่ทำงานด้วยการทบทวนงาน แนะนำให้ทีมงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ทำรู้จักคิด  การได้รับข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของแต่ละคน หรือ ของทีม

    8. การพัฒนาตนเอง   การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพพยายามที่จะรวบรวมทักษะต่างๆของแต่ละคน การพัฒนาบุคคลากรในองค์กรมักจะมองในเรื่องทักษะและความรุ้ที่แต่ละคนมีอยู่แล้ว ก็ทำการฝึกอบรมพัฒนาคนให้มีความสามารถสูงขึ้นอันจะมีผลดีในการทำงาน

 

 

 

 







ติดตามผลงานทางเพจ Facebook : รับจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา Team building สัตหีบ ชลบุรี ระยอง, (@Marinerteam) Line ID : nupawanb

ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรบุคคล บริหารโดย น.ต.อนนท์ ตุลารักษ์
ที่อยู่ : 28/19 ม.2 อ.สัตหีบ
จังหวัด :ชลบุรี     รหัสไปรษณีย์ : ..............
เบอร์โทร   086-323-5273 , 080-516-8153    :  ......................
อีเมล : mariner_activity@hotmail.com
เว็บไซต์ : www.sattahipactivity.com , www.marineractivity.com

 

Line ID : nupawanb ติดตามผลงานทางเพจ เฟสบุ๊ค : รับจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา Team building สัตหีบ ชลบุรี ระยอง, ( @Marinerteam )